วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Omate นาฬิกาสุดฉลาด กันน้ำได้




SmartWatch เทรนด์ใหม่ของอุปกรณ์สวมใส่บนร่างกายที่กำลังมาแรงไม่แพ้สมาร์ทโฟนซึ่งตอนนี้บริษัทชั้นนำหลายค่ายเปิดตัวกันไปบ้างแล้ว และในเร็วๆนี้ก็กำลังจะมีอีกหลายรุ่นทะยอยเปิดตัวกันต่อเนื่อง เช่น Samsung Gear หรือกระทั่ง iWatch (น่าจะเป็นปีหน้า) ซึ่ง SmartWatch แต่ละรุ่นล้วนมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป และวันนี้เรามีอีกหนึ่งนาฬิกาไฮเทคสุดฉลาดมาแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้จักในชื่อ "Omate"

"Omate" เป็น SmartWatch ที่ตั้งเป้าของการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ Kickstarter ไว้ที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ยอดปัจจุบันทะลุ 200,000 ดอลลาร์ไปเป็นที่เรียบร้อยความน่าสนใจของ Omate ถูกออกแบบด้วยวัสดุที่เป็นโลหะสามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP67 รองรับ microSIM ช่วยเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ต 3G ได้ Omate ยังถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะการออกกำลังกาย, การเข้าถึง Social Media ด้วยแอพพลิเคชั่นภายใต้ระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 Jelly Bean และ User Interface เฉพาะที่เรียกว่า Omate UI 1.0

ฟังก์ชันการใช้งานอื่นๆ ของ Omate ยังประกอบไปด้วยแอพกล้อง, GPS, ระบบการแจ้งเตือน ตลอดแอพ Android อีกหลายประเภท เรียกได้ว่ามี SmartWatch รุ่นนี้เหมือนมีสมาร์ทโฟนขนาดเล็กอยู่บนข้อมือก็ว่าได้

สำหรับสเปคโดยรวมของ Omate มีดังนี้

- หน้าจอขนาด 1.5 นิ้ว

- ชิปประมวลผลแบบ Dual-Core 1.3GHz

- สนับสนุนการเชื่อมต่อกับ Wi-Fi 802.11 b/g/n, Bluetooth 4.0, GPS และ 2G/3G

- แบตเตอรี่ความจุ 600 mAh

- กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

- RAM 4GB

- หน่วยความจำภายใน 512 MB รองรับ microSD Card ได้สูงสุด 32GB

- สามารถใส่ microSIM ได้

- กันน้ำกันฝุ่นได้ด้วยมาตรฐาน IP67

- รันระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 Jelly Bean

เชื่อว่า Omate น่าจะเป็นอีกหนึ่ง SmartWatch ที่มีโอกาสต่อกรกับบรรดานาฬิกาสุดล้ำจากค่ายอื่นๆได้อย่างสูสี และมีสิทธิ์ที่จะเป็นแนวทางให้กับ SmartWatch รุ่นอื่นๆในอนาคตเช่นกัน ส่วนสนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 189 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา : http://www.creditonhand.com/Omate%20%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AC%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%20%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89/4846/21.html

3G ดันยอดขายสมาร์ทโฟนพุ่ง



นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด(มหาชน) หรือ SIM เปิดเผยในงานเปิดตัว สมาร์ทโฟน ไอ-โมบาย รุ่น ไอคิวเอ็กซ์ 2 ว่า ในขณะนี้ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย มีรายได้ 2,636 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ 265 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1,000% สาเหตุหลักมาจากยอดขายสมาร์ทโฟนที่ครึ่งปีแรกขายได้กว่า 765,000เครื่อง หรือรวมฟีเจอร์โฟนด้วยจำนวน 2 ล้านเครื่อง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยต่อเครื่องขยับสูงขึ้นเท่าตัว และทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ขณะที่ นายสุภสิทธิ์ รักกสิกร หัวหน้าคณะผู้บริหารการตลาด บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า สาเหตุที่ในปี 2556ตลาดสมาร์ทโฟนทั้งตลาดมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นอานิสงค์มาจากการที่ผู้ประกอบการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3รายใหญ่ในตลาด ได้เร่งทำตลาดการให้บริการ3G เต็มรูปแบบบนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ประกอบกับกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปจึงทำให้คนสนใจเปลี่ยนมาใช้งานสมาร์ทโฟนมายิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ไอ-โมบาย เอง ได้ตั้งเป้าสามารถขายโทรศัพท์มือถือทั้งหมดจำนวน 4 ล้านเครื่องในสิ้นปี ซึ่งในจำนวนนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป้า จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะสามารถขายสมาร์ทโฟนได้จำนวน 30% จากยอดขายรวม 4 ล้านเครื่องในสิ้นปี เป็น 40% จากจำนวนยอดขาย 4 ล้านเครื่องในสิ้นปี

นายสุภสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของ ไอโมบาย รุ่น ไอคิวเอ็กซ์2 จะถือเป็นกลยุทธ์หลักในการทำยอดสมาร์ทโฟนในปีนี้ โดยตัวเครื่องมีจุดเด่นอยู่ที่ มีหน้าจอแบบความคมชัดคุณภาพสูง หรือ ฟูลเอชดี บนหน้าจอขนาด 5 นิ้ว ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2 กล้องหน้าชัด 8 ล้านพิกเซล กล้องหลังชัด 18 ล้านพิกเซล ในราคาเจาะกลุ่มตลาดระดับกลางและระดับล่างที่ 9,490 บาท คาดใน6 เดือน สามารถทำยอดขาย ไอคิวเอ็กซ์ ได้จำนวน 3 เครื่อง นอกจากนี้ภายใน 4 เดือนนี้ ไอ-โมบาย มีแผนเปิดตัวโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอีก 15 รุ่น และ 3 ใน 4 จากจำนวนดังกล่าวจะเป็นสมาร์ทโฟน โดยจะเน้นหนักไปที่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่มีกำลังซื้อเกิดขึ้นสูงที่สุด

ที่มา : http://www.creditonhand.com/3G%20%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B9%82%E0%B8%9F%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87/4841/21.html

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โนเกียเริ่มปล่อย Lumia Amber แล้ว, ในไทยอัพเดตมาถึง Lumia 920 แล้ว


Lumia

โนเกียประกาศว่าได้เริ่มปล่อยอัพเดต Lumia Amber ให้กับมือถือรุ่นเก่าแล้ว สำหรับประเทศไทยนั้น บริษัทได้เริ่มปล่อยอัพเดตให้ Lumia 920 แล้ว ส่วนรุ่นอื่นนั้นรอการอนุมัติอยู่ สำหรับเลขเฟิร์มแวร์รุ่นล่าสุดและสถานะการปล่อยอัพเดตล่าสุดนั้นดูได้จากที่นี่

Lumia Amber มากับการเพิ่มเติมและปรับปรุง ดังนี้

การปรับปรุงด้านการถ่ายภาพ การปรับปรุงอัลกอริทึมเพื่อให้สามารถลดการรบกวน (noise) การแสดงสี (color reproduction) การควบคุมค่าความสว่าง (exposure) และการโฟกัสภาพอัตโนมัติใน Lumia ทุกรุ่นได้ดีขึ้น สำหรับ Lumia 920 จะรองรับ ISO 800-3200 ด้วย
Glance Screen (ยกเว้น Lumia 625 และ 520)
ฟีเจอร์พลิกเครื่องเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า (flip-to-silence) และสัมผัส 2 ครั้ง เพื่อปลุกเครื่องให้ใช้งานได้ทันที (double-tap)
การอัพเดตบน HERE Maps ที่ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางรถยนต์และข้อมูลแผนที่อื่นที่มีอัพเดตใหม่เท่านั้นที่จะถูกดาวน์โหลดลงสู่มือถือ
แอพ Storage Check
เมื่อติดตั้ง Lumia Amber แล้ว จะสามารถติดตั้ง Nokia Smart Camera และ Nokia Video Upload บน Lumia ได้ทุกรุ่น โนเกียกล่าวว่าประสิทธิภาพการทำงานของ Nokia Smart Camera จะแตกต่างกันบ้างในมือถือแต่ละรุ่น โดยการถ่ายภาพ burst mode ในชุดเอฟเฟคบางตัวบน Lumia 720, 620 และ 520 จะถ่ายภาพได้เพียง 7 ภาพที่ความละเอียดหนึ่งล้านพิกเซล แทนที่จะเป็น 10 ภาพที่ความละเอียดห้าล้านพิกเซล นอกจากนั้น ผู้ใช้ Lumia 928, 925 และ 920 สามารถติดตั้ง Nokia Pro Camera และ Nokia Video Trimmer ได้แล้วเช่นกัน (Lumia 925 มากับ Lumia Amber แล้ว ดาวน์โหลดแอพนี้ได้เลย) อย่างไรก็ตามโนเกียกล่าวว่า Nokia Pro Camera บนมือถือตระกูล Lumia 92x จะรองรับการรีเฟรมโดยที่ไม่สูญเสียภาพต้นฉบับ แต่จะไม่รองรับการถ่ายภาพสองขนาดพร้อมกัน ไม่รองรับการถ่ายก่อนแล้วซูมออกมาเห็นภาพในมุมกว้างทีหลัง

หากต้องการตรวจสอบว่าเครื่องของตนได้รับอัพเดตแล้วหรือไม่ ให้ไปที่ Settings > Phone Update

ที่มา: Blognoen Nokia Conversations (1, 2)

เด็กไทยสร้างชื่อคว้าอันดับ 3 การแข่งขัน Microsoft Imagine Cup 2013


Pic_357632

ทีมไมร่า- เคลฟเวอร์ มายด์ 2 ทีมเด็กไทย โดยทีมไมร่า คว้ารองอันดับ 2 ประเภท Innovation และทีมเคลฟเวอร์ มายด์ ได้รองอันดับ 2 ประเภท Windows 8 Appจากการแข่งขัน Microsoft Imagine Cup 2013  ให้ไทยอีกเป็นปีที่ 4 สร้างสถิติเป็นชาติที่ได้รางวัลมากที่สุด...

ตัวแทนเยาวชนไทยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกครั้ง มื่อ ทีมไมร่า (Myra) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) และ ทีม เคลฟเวอร์ มายด์ (Clever Mind) จาก มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกันคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ในการแข่งขันประเภท Innovation และ Windows 8 App จากเวทีการแข่งขันระดับโลก Microsoft Imagine Cup ครั้งที่ 11 จากนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 87 ทีม จาก 71 ประเทศทั่วโลก  โดยทีมไมร่าได้รับเงินรางวัล 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 150,000 บาท) ในขณะที่ทีมเคลฟเวอร์ มายด์ได้รับเงินรางวัลจำนวน 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 90,000 บาท) ถือเป็นการได้รับรางวัลจากเวทีการแข่งขันนี้เป็นปีที่ 4 และในปีนี้ ไมโครซอฟท์ได้จัดการแข่งขันขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 8 – 11 ก.ค.2556 ที่ผ่านมา

นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับการบันทึกและมีจุดยืนที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งบนเวทีการแข่งขัน Microsoft Imagine Cup ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่คว้าแชมป์ชนะเลิศมาแล้วถึง 3 ครั้ง สำหรับผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้ของทีมไมร่า ในประเภท Innovation และ ทีมเคลฟเวอร์ มายด์ ในประเภท Windows 8 App ไม่ได้เพียงสร้างชื่อเสียงให้กับทั้งสองทีม แต่เป็นชื่อเสียงของประเทศชาติด้วย เราทุกคนรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จของเยาวชนไทยกลุ่มนี้และขอบคุณสำหรับทุกๆ ความพยายาม ผมมั่นใจว่านักศึกษาไทยทั้งสองทีมนี้จะมีอนาคตที่สดใสในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทยอย่างแน่นอน

สำหรับ ทีมไมร่า มีสมาชิกประกอบด้วย นางสาวศิคณา ธนุภาพรังสรรค์ นางสาวศรัณยา ภุมมา นายกรัชกาย อารี-กิจเสรี และ นายธนานันต์ พัฒนางกูร ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง จากการแข่งขันประเภท Innovation ด้วยผลงานทีมี่ชื่อว่า SkyPACS ซึ่งออกแบบเพื่อเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักรังสีวิทยาในการจัดการและโอนย้ายภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น MRI และ CT Scan และเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกแก่รังสีแพทย์ในการวินิจฉัยอาการผิดปกติของผู้ป่วยจากภาพถ่าย หรือ ระบบจำลองภาพ 3 มิติ ระบบจะเน้นการใช้งานที่ง่ายและมอบประสบการณ์การใช้งานบนเว็บแอพพลิเคชั่นและระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8

นางสาวศิคณา ธนุภาพรังสรรค์ หนึ่งในสมาชิกทีมไมร่า กล่าวว่า เราได้ทำการสำรวจอุปสรรคต่างๆ ที่นักรังสีวิทยามักพบเจอในกระบวนการการทำงานและเราได้ไอเดียในการสร้าง SkyPACS ในขณะที่เราได้ทำการค้นหาซอฟต์แวร์โซลูชั่นในช่วงแรก โปรแกรม SkyPACS จึงเป็นวิธีง่ายๆ สำหรับการตรวจวินิจฉัยที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์แท็บเล็ตของคุณให้กลายเป็นเครื่องฉายภาพทางการแพทย์ที่ได้ติดตั้งชุดเครื่องมือที่นักรังสีวิทยาคุ้นเคยไว้ในตัว

ส่วน ทีมเคลฟเวอร์ มายด์ มีสมาชิกประกอบไปด้วย นายกฤตินันท์ สิโรดม นายปิยะวุฒิ จันทศรีสวัสดิ์ นายศิริศักดิ์ นาคะวิวัฒน์ และ นายสิทธิโชติ ฉัตรธนะกุล ส่งแอพฯ สร้างสรรค์ Vocable World เข้าประกวด Vocable World เป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้คำศัพท์แบบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของเฟรมเวิร์ก LPM (เรียนรู้: learning, ฝึกฝน:  practicing และประเมินผล: measuring) โดยใช้การเล่นเกมเพื่อดึงดูดให้ผู้เล่นสนใจและอยากที่จะเรียนรู้คำศัพท์ ทั้งนี้ Vocable World ได้รับการพัฒนาให้รองรับการใช้งานบน Windows 8 และ Windows Phone 8 ส่วนแอพฯ ฝั่งเซิร์ฟเวอร์นั้นจะทำงานอยู่บน Windows Azure

นายสิทธิโชติ ฉัตรธนะกุล กล่าวถึงจุดประสงค์ของแอพฯ นี้ว่า พวกเราต้องเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องแชร์ความคิด ออกความเห็นหรืออารมณ์ โดยใช้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งเราพบว่าเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เพราะมีวงศัพท์ที่จำกัด ไม่มั่นใจในโครงสร้างไวยากรณ์ และ กังวลเกี่ยวกับการออกเสียง Vocable World จะมาช่วยผู้เรียนภาษาให้มีความรู้และสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ โดยการใช้กระบวนการการเรียนรู้ที่น่าสนใจมากขึ้น

ปี 2556 นี้ถือเป็นปีที่ 11 ของการแข่งขัน Imagine Cup ซึ่งในปีแรกนั้นมีนักศึกษาเพียง 2,000 คน จาก 25 ประเทศเท่านั้นที่เข้าร่วมรายการ และภายใน 10 ปีที่ผ่านมาหลังจากนี้โครงการ Imagine Cup ก็มีนักศึกษาจำนวนกว่า 1.65 ล้านคน จาก 190 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อย ประเทศไทยเองได้คว้าชัยชนะรางวัลใหญ่มาได้ถึง 3 ครั้ง ในปี 2550, 2553 และ 2555 ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับรางวัลใหญ่มากครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์ การแข่งขัน Imagine Cup.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/tech/357632

ไอซีทีจัดให้ฟรีไวไฟ 1.5 แสนจุดทั่วไทย ฝันใช้งานปีละ 7.5 ล้านคน

Pic_362489

"ไอซีที" หนุนทีโอที ติดตั้งฟรีไวไฟ 1.5 แสนจุดทั่วประเทศ คาดยอดผู้ใช้งานกว่า 7.5 ล้านคนต่อปี ด้วยความเร็ว 2 Mbps พร้อมเปิดให้บริการไตรมาส 4 นี้...

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เดินหน้าโครงการ ไอซีที ฟรี ไว-ไฟ บาย ทีโอที (ICT Free Wi-Fi by TOT) ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ตามกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระยะ พ.ศ.2554–2563 (ICT 2020) ในการส่งเสริมการเข้าถึงการใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะ สนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

โดยโครงการนี้ ทีโอทีได้รับการสนับสนุนงบประมาณมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) จำนวน 950 ล้านบาท เพื่อขยายจุดติดตั้งให้บริการ 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ โดยติดตั้งแอคเซสพ้อยซ์ (Access point) 1.5 แสนจุด ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 4/2556 ติดตั้งจุดให้บริการครบ 1.5 แสนจุด ภายในปี 2557 และผู้ใช้บริการประมาณ 7.5 ล้านคนต่อปี

ทั้งนี้ ตั้งเป้าให้บริการฟรีในมหาวิทยาลัยของรัฐ 78 แห่ง ศาลากลางจังหวัด-ที่ว่าการอำเภอ-ที่ทำการ อบต. 6,720 แห่ง ชุมชน 1,100 แห่ง โรงพยาบาลของรัฐ 864 แห่ง สถานีตำรวจ 1,738 แห่ง ที่ทำการไปรษณีย์ 4,500 แห่ง สถานที่สำคัญต่างๆ 1.5 หมื่นแห่ง

รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า ก่อนหน้าไอซีที ให้บริการ ICT Free Wi-FI อยู่จำนวน 1.2 แสนจุด เป็นความร่วมมือของ 7 องค์กร ประกอบด้วย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ทีโอที เอไอเอส ทรูมูฟเอช ดีแทค 3BB และ กสทช.

ทางด้าน นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ขณะนี้ ติดตั้งไปแล้วกว่า 1 หมื่นจุด จากทั้งหมด 3 หมื่นจุด และจะมี Access point ทั้งหมด 1.5 แสนจุด ครอบคลุมประชากรประมาณ 10 ล้านคน มีความเร็วในการใช้งาน 2 เมกะบิท (Mbps) ต่อ Access point สามารถใช้งานพร้อมกันได้ไม่เกิน 15 คน ครั้งละ 20 นาที 2 ชั่วโมงต่อวัน อายุการใช้งาน 6 เดือน โดยใช้เลขบัตรประชาชนในการเปิดใช้งาน ส่วนชาวต่างประเทศ สามารถใช้เลขที่หนังสือเดินทางลงทะเบียนใช้งานได้.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/tech/362489

ทีโอที ย้ำภาพผู้นำบริการ Hi-Speed Internet ล่าสุดเปิดบริการสูงสุด 12 เมกซ์


 
      ทีโอที ย้ำภาพผู้นำบริการ Hi-Speed Internet ล่าสุดเปิดบริการสูงสุด 12 เมกซ์ระดมยิงโฆษณา อัดกิจกรรมโรดโชว์ขยายฐานลูกค้าทั่วประเทศดึงอ้น ศรีพรรณ และทีน สราวุฒิ ร่วมโปรโมทกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง


   
        บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) โดยนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ จัดงานแถลงข่าวตอกย้ำความเป็นผู้นำบริการ Hi-Speed Internet ซึ่งมีแพ็คเกจความเร็วรองรับตั้งแต่ 2 Mb, 3Mb, 4 Mb, 8 Mb และ 12 Mb ด้วยระดับราคาที่คุ้มค่า โดยทุกแพ็คเกจลูกค้าใหม่จะได้รับฟรี Dual port modem หรือ รับสิทธิแลกซื้อ Router 4 ports หรือ wireless router ในราคาพิเศษ พร้อมกันนี้ภายในงานยังมีการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง Floating Market และกิจกรรมโรดโชว์ “ทีน อ้น ทั่วไทย เจอ 2 คนที่ไหนได้ฟรี ทีโอที ไฮ สปีด อินเตอร์เน็ต”

ที่มา : http://hitech.sanook.com/technology/news_13488.php

ไมโครซอฟท์ลดราคา Surface Pro ลง 100 เหรียญสหรัฐ




หลังจากประกาศลดราคาแท็บเล็ตเซอร์เฟซอาร์ที (Surface RT) ไมโครซอฟท์ไม่รอช้ารีบลดราคาแท็บเล็ตเซอร์เฟซโปร (Surface Pro) ลง 100 เหรียญสหรัฐ

หลังจากประกาศลดราคาแท็บเล็ตเซอร์เฟซอาร์ที (Surface RT) ไมโครซอฟท์ไม่รอช้ารีบลดราคาแท็บเล็ตเซอร์เฟซโปร (Surface Pro) ลง 100 เหรียญสหรัฐในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา น่าเสียดายที่การลดราคาของเซอร์เฟซทั้ง 2 รุ่นยังจำกัดเฉพาะในสหรัฐฯ แคนาดา ฮ่องกง และไต้หวันเท่านั้น ขณะที่เมืองไทยยังลดราคารุ่นเดียว และเซอร์เฟซโปรยังขายที่ราคาเริ่มต้น 28,500 บาทไม่เปลี่ยนแปลง
     
       รายงานจากสำนักข่าวเดอะเวิร์จ (The Verge) ระบุว่า การลดราคาแท็บเล็ตเซอร์เฟซโปรจะเกิดขึ้นเฉพาะ 5 ตลาดในช่วงวันที่ 4-29 สิงหาคม 2556 โดยไมโครซอฟท์ยืนยันว่า 5 ตลาดนี้คือแคนาดา จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ทั้งหมดนี้ถือเป็นการต่อยอดหลังจากที่ไมโครซอฟท์ประสบความสำเร็จกับการลดราคาเซอร์เฟซอาร์ทีและการทำโปรโมชันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการแถมฟรีปก keyboard-cover หรือปกแท็บเล็ตที่สามารถทำงานเป็นคีย์บอร์ดได้
     
       การลดราคาเซอร์เฟซโปรนี้ถือเป็นการหั่นราคาลงราว 10% ถือเป็นการลดราคาในสัดส่วนน้อยกว่าเซอร์เฟซอาร์ทีที่ไมโครซอฟท์เพิ่งประกาศลดราคาลงมากกว่า 30%
     
       เซอร์เฟซโปรและเซอร์เฟซอาร์ทีนั้นเป็นแท็บเล็ตที่ไมโครซอฟท์แจ้งเกิดสู่ตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยรุ่นโปรถูกการันตีว่ามีประสิทธิภาพเครื่องเหนือกว่ารุ่นอาร์ที เนื่องจากรุ่นโปรจะสามารถติดตั้งโปรแกรมระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชันเต็มได้เหมือนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ขณะที่รุ่นอาร์ทีจะสามารถใช้งานแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาสำหรับระบบปฏิบัติการวินโดวส์อาร์ทีเท่านั้น
     
       การลดราคาเซอร์เฟซนั้นเป็นข่าวดังเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ครั้งนั้นไมโครซอฟท์ลดราคาเซอร์เฟซอาร์ทีลงทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันราคาบนเว็บไซต์ไมโครซอฟท์ระบุว่า 32GB Surface RT ลดราคาเหลือ 11,500 บาท จากเดิม 16,500 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับราคาเซอร์เฟซโปร ที่ยังจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 28,500 บาทสำหรับรุ่น 64GB ในขณะนี้
     
       สำหรับผู้ซื้อเซอร์เฟซโปรในสหรัฯ แคนาดา จีน ฮ่องกง และไต้หวัน จะสามารถซื้อรุ่น 64 GB ในราคา 799 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 25,000 บาท) และรุ่น 128 GB ในราคา 899 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 28,000 บาท) ตั้งแต่วันนี้ถึงปลายเดือนสิงหาคม 2013
     
       นักวิเคราะห์ทั่วโลกไม่แปลกใจกับการหั่นราคาเซอร์เฟซของไมโครซอฟท์ เนื่องจากแม้ไมโครซอฟท์จะเปิดเผยว่ามีรายได้จากการขายแท็บเล็ตเซอร์เฟซมากกว่า 853 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.7 หมื่นล้านบาท) แต่ข้อมูลจากงบการเงินไตรมาส 2 ปี 2013 พบว่าไมโครซอฟท์บันทึกตัวเลขการขาดทุนจากธุรกิจจำหน่ายเซอร์เฟซไว้ที่ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากยังมีเครื่องเก็บในคลังสินค้าอีกมากซึ่งยังไม่ถูกจำหน่ายออกไป
     
       นอกจากนี้ นักสังเกตการณ์เชื่อว่าไมโครซอฟท์จะปรับปรุงความสามารถของเซอร์เฟซโปรด้วยการนำชิปสถาปัตยกรรมใหม่มาใช้งานในเครื่อง โดยคาดว่าอาจจะเป็นชิปจากอินเทลอย่างแฮสเวลล์ (Haswell) รวมถึงชิปสแนปดรากอน Snapdragon 800 ของควอลคอมม์ ซึ่งทั้งหมดจะช่วยยืดเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ให้นานขึ้น จุดนี้มีความเป็นไปได้ที่ไมโครซอฟท์ต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังออกไปให้มากที่สุด
     
       ที่สำคัญ มีข่าวลือว่าไมโครซอฟท์กำลังจะเปิดตัวอุปกรณ์เสริมสีใหม่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยให้ไมโครซอฟท์สามารถทำตลาดเซอร์เฟซได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะการแข่งขันในตลาดแท็บเล็ตโลกที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นทุกขณะ

ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000096668

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

USB 3.1 ให้ความเร็วสูงสุด 10 Gbps

USB 3.1 ให้ความเร็วสูงสุด 10 Gbps
USB 3.1 ให้ความเร็วสูงสุด 10 Gbps


USB คือมาตรฐานในแง่ของการเชื่อมต่ออุปกรณ์รอบข้างทั้งหลายซึ่งเวอร์ชั่นใหม่ที่ใช้ในปัจจุบันคือ USB 3.0 ที่ให้ความเร็วในการแลกเปลียนข้อมูลสูงสุดถึง 4.8 Gbps แต่อีกไม่นานนี้ USB 3.1 จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ของการรับส่งข้อมูลในความเร็วสูงสุด 10 Gbps
สำหรับหัวใจสำคัญในการออกมาตรฐานใหม่คือเรื่อง Backward Compatible ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ในอนาคต ตลอดจนอุปกรณ์รุ่นเก่าของผู้บริโภคทั่วไป ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้ของอุปกรณ์รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ และแน่นอนว่า USB 3.1 จะเป็น SuperSpeed USB ที่รองรับอัตรการรับส่งข้อมูลจากเดิมใน USB 3.0 ที่ 4.8 Gbps เพิ่มป็น 10 Gbps ช่วยให้การคัดลอกข้อมูลขนาดใหญ่เป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในแง่ของพลังงานแล้วก็จะประหยัดขึ้นอีกเช่นเดียวกัน คาดว่า USB 3.1 จะทะยอยออกสู่ตลาดในปี 2014 ขณะเดียวกัน Intel ก็เตรียมที่จะพัฒนา Thunderbolt 2 ในปีนี้ ซึ่งจะให้ความเร็วสูงสุดถึง 20 Gbps

usb-3-hardware
ซึ่ง Intel ก็จะเปิดโอกาสให้นักพัฒนาได้เข้าร่วมเรียนรู้และรายละเอียดทางเทคนิคของ USB 3.1 ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคมนี้ไปจนถึงเดือนธันวาคม ในการงานสัมมนาที่จะจัดขึ้น 3 ครั้งโดยเริ่มจากสหรัฐอเมริกา, ในแถบยุโรป และเอเชีย

ที่มา : http://www.itnews24hrs.com/usb-3-1-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-10-gbps/

Sony Xperia Tablet Z แท็บเล็ตจอ 10.1 นิ้ว Full HD, กล้อง 8 ล้าน, กันน้ำกันฝุ่น รองรับ 4G

Sony Xperia Tablet Z แท็บเล็ตจอ 10.1 นิ้ว Full HD, กล้อง 8 ล้าน, กันน้ำกันฝุ่น รองรับ 4G วางขายไทย 22,990 บาท

Sony Xperia Tablet Z แท็บเล็ตจอ 10.1 นิ้ว Full HD, กล้อง 8 ล้าน, กันน้ำกันฝุ่น รองรับ 4G วางขายไทย 22,990 บาท

Sony_Xperia_Tablet_Z

Sony Xperia Tablet Z ตัว เครื่องมีความลางที่สุดเพียง 6.9 มม. น้ำหนัก 495 กรัม มาพร้อมซีพียู Qualcomm 1.5GHz Quad Core (APQ8064), RAM 2GB หน่วยความจำภายใน 16GB รองรับ microSD card สูงสุด 32GB และสามารถกันน้ำ-กันฝุ่นได้ มีกล้องหลังความละเอียด 8 พร้อมเทคโนโลยี Exmor R และกล้องหน้า 2.2 ล้านพิกเซล รองรับ NFC พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 6,000mAh และมี 2 สีให้เลือก คือสีดำ และสีขาว
ที่มา : Sony, iphone-droid

โซนี่วางตลาดที่ชาร์จแบตเตอรี่พกพา 2 รุ่นใหม่ล่าสุด

เต็มพลังกับความจุที่เหนือกว่า พกพาสะดวกด้วยขนาดที่บางเบากว่าเดิม

CP-500
(กรุงเทพฯ, 30 ก.ค. 56) – บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด วางตลาดอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่แบบพกพารุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมกัน 2 รุ่น คือ CP-F5 (รูปด้านซ้ายมือ) และ CP-F10L (รูปด้านขวามือ) โดยในรุ่น CP-F5 มาพร้อมสีสันสดใสให้เลือกสรรตามไสตล์กับพร้อมพลังความจุ 5,000 mAh. ที่สามารถชาร์จสมาร์ทโฟนได้ 2 ครั้ง พกพาสะดวกด้วยดีไซน์ที่บางเบา มีความหนาเพียง 9.4 ม.ม. และหนักเพียง 156 กรัม CP-F5 ช่วยให้การชาร์จอุปกรณ์พกพาต่างๆ เป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และรวดเร็วขึ้น มาพร้อม 6 สีให้เลือกสรร คือสีทอง เงิน ดำ น้ำเงิน ชมพู และแดง ด้วยราคา 1,790 บาท
ส่วนในรุ่น CP-F10L มาพร้อมความจุ 10,000 mAh ทำให้สามารถชาร์จสมาร์ทโฟนได้ถึง 4 ครั้ง มีช่องต่อ USB 2 ช่อง ทำให้สามารถชาร์จอุปกรณ์พกพาทั้งสมาร์ทโฟน และแท็บเลตได้พร้อมกัน ด้วยขนาด และน้ำหนักที่บางเบา โดยมีความหนาเพียง 16.5 ม.ม. และหนักเพียง 260 กรัม จึงทำให้พกพาใช้งานได้สะดวกในทุกที่
96cafa84d813a4fce64618bdf1b7226f
61ea412f631f2e99c50a907a82e7c681
อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่แบบพกพาทั้ง 2 รุ่น พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และตัวแทนจำหน่ายโซนี่ทั่วไป สำหรับรุ่น CP-F5 จำหน่ายราคา 1,790 บาท และ CP-F10L ราคา 2,990 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.so.th
ซีเกทเปิดตัวโซลิดสเตทไฮบริดไดรฟ์รุ่น Seagate Enterprise Turbo SSHD สำหรับใช้งานในองค์กรที่ทำงานเร็วที่สุดในโลก

กรุงเทพฯ--16 ส.ค.--เซอร์ (ไทยแลนด์)
เทคโนโลยีเอ็นเตอร์ไพร์ซ ไฮบริด ไดรฟ์รุ่นใหม่ที่ทำงานเร็วเป็นพิเศษนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานที่เร็วขึ้นถึง 3 เท่าจากการวัดแบบสุ่มเมื่อเทียบกับโซลูชั่นอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาด

        บริษัทซีเกท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (NASDAQ: STX) ผู้นำของโลกในด้านโซลูชั่นสำหรับจัดเก็บข้อมูล เปิดเผยว่าบริษัทกำลังจัดส่งผลิตภัณฑ์โซลิดสเตทไฮบริดไดรฟ์ “รุ่นซีเกท เอ็นเตอร์ไพร์ซ เทอร์โบ เอสเอสเอชดี (Seagate Enterprise Turbo SSHD)” ซึ่งเป็นฮาร์ดไดรฟ์ที่ทำงานเร็วที่สุดในโลก ผลิตภัณฑ์ เอ็นเตอร์ไพร์ซ เทอร์โบ เอสเอสเอชดี เป็นโซลิดสเตทไฮบริดไดรฟ์สำหรับใช้งานในองค์กรรุ่นแรกของอุตสาหกรรม ซึ่งมี การผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความจุของฮาร์ดไดรฟ์กับโซลิด-สเตท แฟลช (solid-state flash) อันนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานที่มีความเร็วสูงสำหรับข้อมูลที่มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ
จากการกำหนดมาตรฐานใหม่ในด้านประสิทธิภาพการทำงานในตลาดที่มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ (mission critical) ผลิตภัณฑ์ซีเกท เอ็นเตอร์ไพร์ซ เทอร์โบ เอสเอสเอชดีมีความเร็วสูงกว่าไดรฟ์ที่หมุนด้วยความเร็ว 15,000 รอบต่อนาทีรุ่นอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาด ในการทำงานแบบสุ่ม ถึง 3 เท่า และมีความจุสูงถึง 600 กิกะไบต์ ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีโซลิด-สเตทและเทคโนโลยีแม่เหล็ก (solid-state and magnetic) ที่ดีที่สุด ผลิตภัณฑ์ซีเกท เทอร์โบเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลโดยการผสมผสานความเร็วที่ถูกเร่งให้สูงขึ้นกับความจุสูงของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์

หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซีเกท เอ็นเตอร์ไพร์ซ เทอร์โบ เอสเอสเอชดี กรุณาเข้าไปที่ www.seagate.com/www/turbo

เลอโนโว ตอบรับกระแส Windows 8 เสริมประสิทธิภาพงานธุรกิจ ด้วยตระกูล ThinkPad Touch

เลอโนโว ตอบรับกระแส Windows 8 เสริมประสิทธิภาพงานธุรกิจ ด้วยตระกูล ThinkPad Touch
กรุงเทพฯ--16 ส.ค.--สปาร์ค คอมมิวนิเคชั่นส์
เลอโนโวพร้อมวางจำหน่าย ThinkPad X1 CarbonTouchอัลตร้าบุ๊ครุ่นแรกสำหรับองค์กร ที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสรองรับระบบปฎิบัติการ Windows 8 เพื่อช่วยให้คุณทำงานได้อย่างคล่องตัว และวางจำหน่ายอัลตร้าบุ๊ค ThinkPad Edge E431 สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการความคล่องตัวและประสิทธิภาพ ด้วยจอสัมผัสและระบบปฎิบัติการ Windows 8
       
        นายจีรวุฒิ วงศ์พิมลพร กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เลอโนโวได้นำเทคโลยีหน้าจอสัมผัสเข้ามาเสริมศักยภาพให้คอมพิวเตอร์ตระกูล ThinkPad เพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นในยุค PC Plus นักธุรกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นจากองค์กรขนาดใหญ่หรือเล็กต่างก็ต้องการอุปกรณ์ที่ให้ความคล่องตัวและสามารถตอบสนองได้ทั้งในแง่ของการทำงานและไลฟสไตล์ส่วนตัว และเครื่องตระกูล ThinkPad ของเลอโนโวก็ตอบโจทย์ในความต้องการเรานั้นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเครื่องยังประมวลผลได้เร็ว มีความปลอดภัย และยังง่ายต่อการใช้งาน”
ThinkPad X1 CarbonTouch อัลตร้าบุ๊คจอสัมผัสขนาด 14 นิ้ว บางเฉียบที่สุดในโลก
ThinkPad X1 CarbonTouch คืออัลตร้าบุ๊คที่มีน้ำหนักเบาเพียง 1.5 กิโลกรัมและบางเฉียบเพียง 20.8 มิลลิเมตร ตัวเครื่องผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความทนทานแข็งแกร่งกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป หน้าจอแสดงผลแบบHD+ ขนาด 14 นิ้ว รองรับการใช้งานระบบสัมผัสแบบ 10 จุดบน Windows 8มีทัชแพดบนพื้นผิวแก้วที่รองรับคำสั่งหลายทิศทาง
ThinkPad X1 CarbonTouch จิ๋วแต่แจ๋วด้วยระบบประมวลผล i5 และ i7 ที่รองรับโปรแกรมมัลติมีเดียอย่างDolby Home Theater v4 ทั้งยังเป็นอัลตร้าบุ๊ครุ่นแรกที่รองรับMicrosoft Lync, กล้องเว็บแคมคมชัดระดับ HD พร้อมจุดจับโฟกัสหน้าแบบอัตโนมัติ, ไมโครโฟน แบบ dual-array ที่สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ช่วยให้สามารถใช้งานวีดีโอและพูดคุยได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์เสริม
นอกจากนี้ยังมีสายชาร์จแบตเตอร์รี่ขนาด 65 วัตต์ที่บางเพียง 17 มิลลิเมตร น้ำหนักเบากว่าสายชาร์จแบตเตอร์รี่ทั่วไปถึง 235 กรัมหรือราว 53 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้สะดวกต่อการเก็บและพกพาให้ความคล่องตัวสูงสุดสำหรับนักธุรกิจที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา X1 Carbon Touch คืออัลตร้าบุ๊คจอ 14 นิ้วที่เบาที่สุดในโลก
ThinkPad X1 CarbonTouch ยังมีระบบความปลอดภัยและมีเทคโนโลยีการจัดการที่สมบูรณ์แบบอย่าง vPro, ระบบอ่านลายนิ้วมือ, Trusted Platform Module และการเข้ารหัส BIOS เทคโนโลยี เลอโนโว RapidCharge ที่ช่วยร่นเวลาการชาร์จแบตเตอร์รี่ให้เร็วขึ้นแต่ยังสามารถใช้เครื่องได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมงเท่าเดิม รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ 3G และ Hotspot ตอบโจทย์ชีวิตออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา
ThinkPad Edge E431 เสริมประสบการณ์ Windows 8 สู่แวดวง SMB
ThinkPad Edge E431 มาพร้อมหน้าจอระบบสัมผัสและมุ่งเจาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นที่บุกเบิกการใช้ trackpadแบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้สะดวกคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบการชาร์จไฟแบบใหม่ (เอกสิทธิ์เฉพาะของ ThinkPad) ที่เรียกว่า OneLinkซึ่งสายเคเบิลเส้นเดียวใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งการชาร์จไฟ โอนถ่ายไฟล์วิดีโอและข้อมูล ไม่เพียงเท่านั้น ผู้บริโภคยังสามารถซื้อฐานรอง OneLinkเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงที่มีพอร์ต USB ถึง 4 พอร์ต ตลอดจน HDMI และช่องเสียบสายต่อ Ethernet
ThinkPad Edge E431 มาพร้อมเทคโนโลยี Intel? Small Business Advantage ครบครันด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและการทำงานเพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้นและต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการดูแลรักษาหลังเวลาทำการ การตรวจสอบซอฟแวร์ โปรแกรมประเภท USB blocker การประหยัดพลังงาน และขีดความสามารถในการสำรองข้อมูลและแอพพลิเคชั่นสำหรับกู้คืนระบบ
ที่มา : http://www.ryt9.com/s/prg/1715388

Dell Enterprise Forum Thailand 2013 พร้อมการเปิดตัวโซลูชั่นส์สตอเรจใหม่ช่วยเพิ่มศักยภาพ และประสิทธิภาพเพื่อรองรับ Data-Intensive Workloads

Dell Enterprise Forum Thailand 2013 พร้อมการเปิดตัวโซลูชั่นส์สตอเรจใหม่ช่วยเพิ่มศักยภาพ และประสิทธิภาพเพื่อรองรับ Data-Intensive Workloads

กรุงเทพฯ--16 ส.ค.--APPR Media
ในงาน Dell Enterprise forum เดลล์เปิดตัวสตอเรจโซลูชั่นส์ใหม่ พร้อมเพิ่มความสามารถด้านการวิเคราะห์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยภาคธุรกิจปรับปรุงประสิทธิภาพศักยภาพการทำงานของระบบไอที รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลในเชิงลึก และลดค่าใช้จ่ายในภาพรวม
เนืองด้วยธุรกิจจำเป็นก้าวให้ทันการเติบโตของข้อมูลจำนวนมหาศาล หลายบริษัทได้หันมาหาระบบไอทีที่เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการรองรับปริมาณงานที่มีเป็นจำนวนมากสำหรับองค์กรที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และข้อมูลธุรกิจเพื่อความสามารถในการเข้าใจในเชิงลึกเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ตามความเป็นจริง IDC คาดการณ์ว่าตลาดเทคโนโลยี Big Data จะมีอัตราเติบโตสะสมเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้น 31.7 เปอร์เซ็นต์พร้อมด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 23.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2016 ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการใช้งาน Big Data ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในส่วนของการจัดเก็บข้อมูลคาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 53.4 เปอร์เซ็นต์2

            “ในขณะที่ภาคธุรกิจมองหาวิธีการที่จะลดค่าใช้จ่ายและลดความซับซ้อนในระบบดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง พวกเขาก็ยังมองหาโซลูชั่นที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพที่เหมาะสมสำหรับรูปแบบภาระการทำงานและแอพพลิเคชั่นที่หลากหลายที่พวกเขาใช้อยู่” มาริอัส ฮาส ประธาน Dell Enterprise Solution กล่าว “เดลล์อยู่ในตำแหน่งที่ดีด้วยโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ครบวงจร (End-to-End Datacenter) ซึ่งรองรับการใช้งาน การขยายตัว การผสมผสาน และทำงานโดยอัตโนมัติ มีการออกแบบที่เรียบง่ายและคุ้มค่าการกับการลงทุน จากภาพรวมในทุกวันนี้เดลล์ได้สร้างนวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูลในขณะที่ยอมให้ลูกค้าจัดเก็บข้อมูลสำคัญในพื้นที่ที่น้อยและได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับสภาวพแวดล้อมความต้องการในการใช้งาน”
แพลตฟอร์ม Dell Optimizes Scalable Storage สร้างความสมดุลให้กับลูกค้าสำหรับแอพพลิเคชั่นที่ต้องการประสิทธิภาพในการทำงานสูงและการจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการการเติบโตของข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่มีความต้องการภาระการทำงานของการรับส่งข้อมูลสูง ระบบจัดเก็บข้อมูลของเดลล์รองรับทั้งการขยายตัวและรองรับแอพพลิเคชั่นที่มีความต้องการประสิทธิภาพสูงในโซลูชั่นเดียวกัน ในเจนเนอร์เรชั่นถัดไปของ Dell Compellent Storage Center 6.4 array software เหมาะสมกับภาระการทำงานที่มีการเรียกใช้ข้อมูลอย่างหนัก เดลล์ได้ปลดล็อกความเป็นไปได้ของระดับและความหนาแน่นโดยอัตโนมัติ ด้วยการนำเสนอ Compellent รุ่นใหม่:
- Dell Compellent Flash Optimized Solution นำเสนอโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลตัวแรกในอุตสาหกรรมที่มาพร้อมความอัจฉริยะในการจัดวางข้อมูลข้ามรูปแบบของ Flash Technology หรือการผสมผสานไดร์ฟที่มีอยู่เดิม3 Flash Optimized Solution สามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับโซลูชั่นอื่น และสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานสูงและรองรับภาระการทำงานที่มีการเรียกใช้ข้อมูลอย่างหนักด้วยคุณสมบัติในระดับองค์กรอย่างเต็มที่1
- Dell Compellent SC280 นำเสนอแร็คที่ดีที่สุดสำหรับโซลูชั่นการเก็บข้อมูลหลัก สามารถเพิ่มความจุได้สูงถึง 2.8 เท่า มากกว่าคู่แข่งขนาด 2U เดลล์ได้พัฒนานวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพที่เหมาะสมของโซลูชันเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้สูงถึง 3366 เทราไบต์ในแร็คขนาด 5U และยังช่วยลดความต้องการพื้นที่จัดวาง
- Dell Fluid File System (FluidFS) v3 นำเสนอฟีเจอร์เก็บข้อมูลระดับองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพได้ถึงหนึ่งในสามของผู้นำในตลาด4 ช่วยให้ลูกค้ามีประสิทธิภาพที่ดีในการทำงานที่มีการเรียกใช้ข้อมูลอย่างหนัก จากการเปิดตัว Dell Compellent FS8600 เมื่อปีที่แล้ว FluidFS v3 สนับสนุนได้ถึง 2 เพตาไบต์ในหนึ่งเนมสเปซ5 และนำเสนอแร็คที่ดีที่สุดท่ามกลางผู้ผลิตรายอื่นในระดับเดียวกัน โดยเป็นโซลูชันแรกในวงการด้วยการกำหนดนโยบาย ลดการเปลี่ยนแปลงข้อมูล การทำซ้ำ และบีบอัดข้อมูลที่ไม่ได้มีการใช้งานเป็นเวลานาน6
เดลล์ Hadoop เพิ่มความจุ สร้างความยืดหยุ่นให้กับลูกค้าที่ข้อมูลมีความเปลี่ยนแปลงในเชิงลึก
เดลล์รับฟังความต้องการจากลูกค้าเกี่ยวกับความท้าทายของข้อมูลขนาดใหญ่ คุณสมบัติที่ต้องการของโซลูชันซึ่งมีความยืดหยุ่นและมีตัวเลือกสำหรับข้อมูลของพวกเขา จากความต้องการนี้ เดลล์วางแผนที่จะขยายพื้นที่ความจุ Hadoop รวมไปถึง :
- สร้างความได้เปรียบให้ลูกค้าด้วย Intel’s Distribution of Apache Hadoop (IDH) เดลล์ได้ทดสอบโซลูชั่นบนพื้นฐาน IDH ของลูกค้า ซึ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย และยังเสนอทางเลือกให้ลูกค้าสำหรับโซลูชั่นในการควบคุมข้อมูลขนาดใหญ่ Dell Crowbar รวมเอาการผสมผสานระหว่าง Hadoop และผสมผสานกับ IDH เมื่อเดลล์เปิดตัวโซลูชั่น IDH ในปีนี้
การให้บริการ
- Dell Compellent Storage Center 6.4, Flash Optimized Solution และ SC280 มีแผนที่จะเปิดให้บริการในไตรมาสสามของปี 2013
- Dell Fluid File System v3 มีแผนที่จะให้บริการในช่วงต้นของไตรมาสสี่ของปี 2013
ที่มา : http://www.ryt9.com/s/prg/1715785

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อีโค ไลท์ เทคโนโลยี’ช่วยประหยัดและรักษ์โลก

ในยุคที่พลังงานเป็นสิ่งมีค่าและเริ่มขาดแคลนในบางช่วงเวลาเนื่องจากความต้องการใช้ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมีมากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้ความตระหนักเรื่องการประหยัดพลังงานได้มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง

นวัตกรรมและเทคโนโลยีได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นตัวช่วยในการประหยัดพลังงานมากขึ้น และที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบันก็คือ เทคโนโลยี อีโค ไลท์ (Eco Light Technology) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมประหยัดพลังงานด้านแสงสว่างที่เริ่มแพร่หลายและมีการนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ

อาจารย์กชกร วรอาคม ที่ปรึกษาด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาหากพูดถึงนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม คือการจะทำอย่างไรให้ประหยัดและใช้น้อยที่สุด แต่ในปัจจุบันต้องคิดไปให้ไกลกว่านั้น ต้องคิดในเชิงระบบ การใช้ในคนที่มากกว่า 1 คน ไปจนถึงล้านคน ในฐานะนักออกแบบสามารถเขียนสเปกลงไปในแบบได้ว่าจะให้ประหยัดอย่างไรตั้งแต่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถออกแบบให้ประหยัดได้ โดยนักออกแบบต้องมองในเรื่องธรรมชาติและการใช้แสงในธรรมชาติให้ได้ศักยภาพมากที่สุดก่อน หากยังไม่เพียงพอก็ต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพราะนวัตกรรมคือการนำเทคโนโลยีมาบวกเข้ากับการออกแบบ
เทคโนโลยี อีโค ไลท์ ที่น่าสนใจในปัจจุบัน คือ หลอดประหยัดพลังงานแอลอีดี(LED) และหลอดโอแอลอีดี (OLED) ซึ่งนักออกแบบในต่างประเทศได้นำมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมาได้ประมาณ 5 ปีแล้ว โดยหลอดแอลอีดี ช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงได้มากตั้งแต่ 15-70% เจ้าของกิจการสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ส่วนหลอดโอแอลอีดี เป็นพลาสติกเรืองแสงนาโนคล้ายแผ่นฟิล์มที่มีความโปร่งใส ให้แสงสีต่าง ๆ สามารถปรับโค้งงอได้ตามรูปแบบที่ต้องการเหมาะสำหรับการตกแต่งอาคารและสถานที่ต่าง ๆ

อาจารย์กชกร กล่าวต่อว่า ในอดีตหากพูดถึงหลอดไฟก็จะนึกถึงหลอดฟลูออเรสเซนต์ จากนั้นก็มาเป็นหลอดผอม จนปัจจุบัน คือหลอดแอลอีดี ซึ่งเมื่อ 2-3 ปีก่อนการแนะนำให้เจ้าของโครงการเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากมีราคาสูง แต่ปัจจุบันราคาถูกลงตามความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเจ้าของโครงการหลาย ๆ รายเป็นผู้ระบุเองว่าต้องการใช้หลอดแอลอีดี เพราะความร้อนที่ออกมาจากหลอดน้อยมาก ลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ  และอายุการใช้งานยาวนานถึง 11 ปี หรือ 1 แสนชั่วโมง

“การใช้หลอดแอลอีดีนอกจากการช่วยเรื่องประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศในการทำงาน โดยปัจจุบันองค์กรระดับโลกอย่างกูเกิลก็หันมาให้ความสำคัญกับไลท์ติ้ง ดีไซน์มากขึ้น สำหรับในประเทศไทยก็ถือว่าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน มีหลาย ๆ องค์กรและหลายอาคารเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี รวมถึงอาคารก่อสร้างใหม่ ๆ อย่างศูนย์การค้าสยามสแควร์ วัน หรือเอสคิว 1 ก็ได้ออกแบบให้ใช้หลอดแอลอีดีในส่วนของแลนด์สเคป หรือทางหน่วยงานของรัฐก็มีแผนเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี อย่างเช่น อาคารศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ หรือ ตามถนนหลวงของกรมทางหลวงก็มีนโยบายเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดีตามถนนสายต่าง ๆ ตั้งแต่สองปีที่แล้ว และในปัจจุบันโครงการและบ้านจัดสรรใหม่ ๆ ก็เริ่มมาใช้เช่นกัน ส่วนการใช้งานบ้านพักอาศัยเริ่มมีให้เห็น ซึ่งก็มีผู้ผลิตบางรายทำหลอดแอลอีดีสำหรับที่อยู่อาศัยออกมาจำหน่ายแล้ว”
สำหรับในส่วนของหลอดโอแอลอีดีปัจจุบันในประเทศไทยมีใช้เฉพาะในธุรกิจเชิงพาณิชย์และโครงการอาคารต่าง ๆ ยังไม่มีการใช้ตามที่พักอาศัย รูปทรงหลอดสามารถโค้งมนได้เหมาะกับการใช้ในงานออกแบบในสถานที่ที่มีข้อจำกัด หรือต้องการความสวยงาม หากต้องการใช้งานต้องสั่งทำจากบริษัทผู้ผลิต ยังไม่มีวางขายตามท้องตลาด และราคายังสูงอยู่ แต่ในอนาคตหากได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าราคาก็จะถูกลงแน่นอน

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปีนี้จะมีงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านแสงสว่างสำหรับผู้ประกอบการที่ใหญ่ในระดับภูมิภาคและเป็นครั้งแรกในไทยในชื่อ อีโคไลท์เทค เอเชีย 2013 (EcoLightTech Asia 2013) ระหว่างวันที่ 13-15 พ.ย. 56 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทย ในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองการประหยัดพลังงานด้านแสงสว่างจากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.ecolight-tech.com